“ประกันชีวิต” มีรูปแบบ แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 รูปแบบ คือ
- ประเภทของประกันชีวิต
- ชนิดของประกันชีวิต และ
- แบบของการประกันชีวิต
- ประเภทของประกันชีิวิต ซึ่งการประกันชีิวิต แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
(1) การประกันชีวิตประเภทสามัญ
เป็นการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง โดยทั่วไปแต่ละกรมธรรม์จะมีจำนวนเงินเอาประกันภัยตั้งแต่ 50,000 บาท ขึ้นไป ถึงหลายล้านบาท การชำระเบี้ยประกันภัย ชำระเป็นรายปี ราย 6 เดือน ราย 3 เดือน หรือรายเดือน รวมทั้งอาจจะมีการตรวจสุขภาพ หรือไม่มีการตรวจสุขภาพก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท
(2) การประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรม
เป็นการประกันชีวิตประเภทหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างต่ำ โดยทั่วไปแต่ละกรมธรรม์จะมีจำนวนเงินเอาประกันภัยตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป มีการชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายเดือน และไม่ตรวจสุขภาพ จึงมีระยะเวลารอคอย 180 วัน หรือ 6 เดือน คือถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ในระยะนี้ บริษัทไม่จ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้ แต่จะคืนเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัย ได้ชำระมาแล้วทั้งหมดให้แก่ผู้รับประโยชน์ มีระยะเวลาผ่อนผัน 60 วัน
(3) การประกันชีวิตประเภทกลุ่ม
การประกันชีวิตประเภทกลุ่ม มีลักษณะกรมธรรม์ หนึ่งฉบับจะมีผู้เอาประกันภัยร่วมประกันในกรมธรรม์ฉบับเดียวกัน ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ส่วนมากมักจะเป็นพนักงานของบริษัท หรือองค์กรเดียวกัน โดยบริษัทจะออกใบสำคัญในการประกันชีวิตให้สมาชิกทุกคน ภายใต้กรมธรรม์หลัก
- การประกันชีวิตกลุ่ม บริษัทประกันชีวิต อาจกำหนดให้มีการตรวจสุขภาพ หรือไม่ต้องตรวจสุขภาพก็ได้
- ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยให้ลูกจ้างทั้งหมด ลูกจ้างหรือผู้ที่มีสิทธิทำประกันชีวิตได้ จะต้องสมัครเข้าทำการประกันชีวิตทั้งหมด ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นสวัสดิการซึ่งนายจ้างให้ลูกจ้าง
- ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างช่วยกันชำระเบี้ยประกันภัย ลูกจ้างหรือผู้ที่มีสิทธิทำประกันชีวิตได้ ต้องสมัครทำประกันชีวิตอย่างน้อย 75% ของลูกจ้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีแต่ลูกจ้างที่มีสุขภาพไม่ค่อยดีเท่านั้น ที่จะมาทำประกันชีวิต
- อัตราเบี้ยประกันภัยกลุ่ม จะต่ำกว่าอัตราเบี้ยประกันภัยประเภทสามัญ และประเภทอุตสาหกรรม
- เนื่องจากการประกันชีวิตกลุ่ม แต่ละกรมธรรม์นั้นมีขนาดต่าง ๆ กัน ตั้งแต่กรมธรรม์ละ 5 คน จนถึงบางกรมธรรม์มากกว่า 1,000 คน จึงได้มีการเสนอให้ส่วนลดตามขนาดของจำนวนคนในกรมธรรม์ หรือตามขนาดของจำนวนเบี้ยประกันภัย
- นายจ้างหรือผู้ถือกรมธรรม์ เป็นผู้มีหน้าที่เรียกร้อยผลประโยชน์ตามสิทธิกรมธรรม์ประกันภัย จากบริษัทประกันภัย
- ชนิดของการประกันชีวิต แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
- ชนิดไม่ไม่เงินปันผล
- ชนิดมีเงินปันผล
กรมธรรม์ประกันชีวิตชนิดมีเงินปันผล ได้มีเงื่อนไขกำหนดการจ่ายเงินปันผลไว้ ดังนั้น เบี้ยประกันภัยจึงสูงกว่า กรมธรรม์ประกันชีวิต ชนิดที่ไม่มีเงินปันผล
ที่มาของเงินปันผล เงินปันผลได้มาจากผลกำไร หรือเงินส่วนเกินที่เกิดจากการดำเนินงานของบริษัทดังนี้
- เงินที่จัดสรรจากผลกำไรที่เกิดจากการประกอบธุรกิจของบริษัท
- อัตรามรณะที่เกิดขึ้นจริง จากการรับประกันชีวิตของบริษัท ต่ำกว่าอัตรามรณะที่ใช้ในการคำนวณอัตราเบี้ยประกันภัย
- อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่า อัตราดอกเบี้ยคาดคะเน ที่ใช้ในการคำนวณอัตราเบี้ยประกันภัย
- อัตราค่าใช้จ่ายคาดคะเนที่ใช้คำนวณเบี้ยประกันภัย มีจำนวนต่ำกว่าอัตราค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
วิธีการจ่ายเงินปันผล บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้เฉพาะกรมธรรม์ชนิดมีเงินปันผลเท่านั้น ซึ่งผู้เอาประกันภัย จะขอรับได้ 4 วิธี คือ
- ซื้อจำนวนเงินเอาประกันภัยเพิ่ม
- หักชำระเบี้ยประกันภัยงวดถัดไป
- รับเป็นเงินสด
- ฝากสะสมไว้กับบริษัท โดยได้รับดอกเบี้ย
- แบบของการประกันชีวิต
การประกันชีวิต มีแบบพื้นฐาน 4 แบบ คือ แบบตลอดชีพ แบบสะสมทรัพย์ แบบชั่วระยะเวลา และแบบเงินได้ประจำ ในปัจจุบัน บริษัทประกันชีวิต ได้สร้างแบบการประกันชีวิต แบบต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ด้วยการนำลักษณะของความคุ้มครองผลประโยชน์ต่าง ๆ ของ 4 แบบ มาผสมกั ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงหลักการเลือกซื้อประกันชีวิต ซึ่งเป็นกรมธรรม์พื้นฐาน 4 แบบ คือ
- การประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เป็นการประกันชีวิต ที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ หากผู้เอาประกันภัย เสียชีวิตขณะที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีผลบังคับ บริษัทประกันชีวิต จะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามจำนวนเงินเอาประกันภัย เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองเพียงอย่างเดียว โดยที่ชำระเบี้ยประกันภัยไม่มากนัก วิธีการชำระเบี้ยประกันภัย ชำระตลอดชีพ หรือตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 10 ปี 20 ปี 30 ปี เป็นต้น
- การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ คือการประกันชีวิต ที่บริษัทประกันชีวิต จะจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนครบกำหนดสัญญา หรือจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันภัยถึงแก่กรรมภายในระยะเวลาที่กำหนด ขณะที่กรมธรรม์ประกันชีวิตยังมีผลบังคับ การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ จะมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปี 15 ปี 20 ปี 25 ปี เป็นต้น เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการได้รับความคุ้มครองจากการทำประกันชีวิต พร้อมทั้งต้องการออมทรัพย์ไปด้วย ซึ่งการออมทรัพย์ด้วยการทำประกันชีวิต จะเป็นการออมทรัพย์อย่างมีวินัย เพราะต้องชำระเบี้ยประกันชีวิตตามกำหนด การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ จะให้ทั้งความคุ้มครองและการออมทรัพย์
- การประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา เป็นการประกันชีวิต ที่มีเงื่อนไขการจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัย ให้แก่ผู้รับประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันภัย เสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด การประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา มีลักษณะมุ่งให้การคุ้มครองไม่มีส่วนของการออมทรัพย์ ระยะเวลาของกรมธรรม์มีตั้งแต่ 1 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปี หรือครบอายุ 50 ปี 55 ปี 60 ปี เป็นต้น กรณีผู้เอาประกันชีวิต มีชีวิตอยู่จนครบกำหนดสัญญาแ้ลัว ผู้เอาประกันจะไม่ได้รับเงินคืนจากบริษัท เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีรายได้ไม่สูงพอที่จะซื้อการประกันชีวิตแบบอื่น แต่ต้องการความคุ้มครองการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยความคุ้มครองสูง เบี้ยประกันภัยต่ำ หรือผู้ที่ต้องการความคุ้มครองภาระจำนอง หรือความคุ้มครองจำนวนเงินกู้ โดยจำนวนเงินเอาประกันภัยจะลดลงทุกปี หรือทุกเดือน ตามจำนวนหนี้สินที่คงค้าง ระยะเวลาของกรมธรรม์จะเท่ากับระยะเวลาของสัญญาจำนองหรือสัญญเงินกู้
- การประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำหรือแบบบำนาญ การประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำ เหมาะสำหรับผู้ที่คาดว่าจะมีอายุยืนยาว เป็นการประกันชีวิตเพื่อความคุ้มครองการสูญเสียทางเศรษฐกิจ อันเนื่องจากการสูญเสียรายได้ เมื่อมีอายุมากขึ้น หรือเมื่อพ้นวัยทำงาน บริษัทประกันชีวิต จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเท่ากันอย่างสม่ำเสมอให้ผู้เอาประกันชีิวิตทุกเดือนหรือทุกปี นับแต่ผู้เอาประกันเกษียณอายุ หรือมีอายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี เป็นต้น แล้วแต่เงื่อนไขในกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ สำหรับระยะเวลาการจ่ายเงินขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เอาประกันชีวิต ที่จะเลือกซื้อ มีลักษณะการจ่ายเงิน 2 ลักษณะ ตามแต่จะเลือกดังนี้
- บริษัทประกันชีวิต จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนหรือทุกปี เมื่อผู้เอาประกันภัย ครบอายุเกษียณตามระยะเวลาที่ได้ตกลงกัน แต่ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลง บริษัทประกันชีวิตจะหยุดจ่ายเงินทันที
- บริษัทประกันชีวิต จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนหรือทุกปี หลังจากผู้เอาประกันภัยเกษียณอายุไปจนกว่าจะเสียชีวิต แต่จะจ่ายอย่างน้อยระยะเวลาหนึ่ง เช่น ถ้าตกลงว่าจะจ่ายอย่างน้อย 10 ปี ถ้าผู้เอาประกันชีวิตเสียชีวิตก่อน 10 ปี บริษัทประกันชีวิต ก็จะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์จนกว่าจะครบ 10 ปี แต่ถ้าผู้เอาประกันชีิวิต มีชีวิตอยู่เกิน 10 ปี บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินเรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะเสียชีวิต
แบบประกันชีวิต ที่บริษัทประกันชีวิต ได้นำแบบหลัก ๆ มาผสมผสานกัน เช่น
1. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพและแบบสะสมทรัพย์ที่แท้จริง
เป็นการประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ หากผู้เอาประกันชีวิตเสียชีวิตลง ระหว่างสัญญามีผลบังคับ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ แต่ถ้าผู้เอาประกันชีวิตมีชีวิตอยู่รอด บริัษัทก็จะจ่ายเงินคืนให้เป็นระยะ ๆ ตามเงื่อนไขของสัญญา เช่น ผู้เอาประกันชีวิตมีชีวิตอยู่รอดครบทุกรอบ 3 ปี หรือ 5 ปี บริษัทประกันชีวิต จะจ่ายเงินสดให้ร้อยละ 10 ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
2. การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์และแบบสะสมทรัพย์ที่แท้จริง
เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิต จะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกัน เมื่อมีชีวิตอยู่จนครบกำหนดสัญญา หรือจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ หรือผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ในระหว่างที่สัญญามีผลบังคับ แต่ถ้าผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่รอดครบทุกรอบ 3 ปี หรือ 5 ปี บริษัทประกันชีวิต จะจ่ายเงินสดให้ร้อยละ 10 ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เป็นต้น
3. การประกันชีวิตแบบ Unit Link
เป็นการประกันชีวิตที่รวมการลงทุนในหน่วยลงทุนควบคู่ไปด้วย โดยที่ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกหน่วยลงทุนที่มีนโยบายต่าง ๆ ด้วยตนเอง
เบี้ยประกันภัยที่ชำระจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
- ส่วนที่หนึ่งเป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิต
- ส่วนที่สอง บริษัทประกันชีวิตจะนำไปซื้อหน่วยลงทุนให้
4. การประกันชีวิตแบบ Universal Life
เป็นการประกันชีิวิตที่รวมการลงทุนไว้ด้วยกัน โดยเบี้ยประกันจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ
- ส่วนที่หนึ่งจ่ายสำหรับประกันชีวิต
- ส่วนที่สอง จะนำไปลงทุน โดยบริษัทประกันชีวิตจะทำหน้าที่ในการบริหารการลงทุนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจะแยกไว้ในบัญชีของผู้เอาประกันภัยแต่ละคน โดยรับรองอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำไว้ให้
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เป็นไงครับ พอได้ทราบรูปแบบของ “ประกันชีวิต” โดยละเอียดแล้วนะครับ ซึ่งคุณลูกค้าสามารถที่จะเลือกซื้อ “ประกันชีวิต” ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของคุณลูกค้าได้แล้วนะครับ++
No related posts.




