ผมได้ FWD เมล์ มาหนึ่งฉบับ อ่านแล้วไม่น่าเชื่อว่า ในโลกมนุษย์เรา มีภาพความใจร้ายอย่างนี้อยู่ด้วย ใครหนอกำหนดคำว่า “โลกมนุษย์” ขึ้นมา แล้วพวกสรรพสัตว์ทั้งหลาย พวกมันไม่มีสิทธิใช้คำว่า “โลกช้าง” “โลกหมา” “โลกแมว” หรืออย่างไร
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
> เพื่อนส่งเมล์มาให้อ่านเรื่องความจริงของการให้อาหารช้าง
> เห็นช้างเดินในเมืองก็ว่าน่าสงสารแล้ว
> แต่แล้ว…ยิ่งน่าสงสารกว่าเดิมซะอีก
> เรื่องนี้ต้องขยาย…
> อ่านแล้ว…สงสารช้างมากๆๆๆๆๆๆเลยล่ะ
>
> ขออนุญาตเจ้าของบทความมาลงนะคะ
>
> วันนี้เห็นอีกแล้ว
>
> ภาพควาญช้างพาช้างเดินร่อนเร่ข้างถนน
> >>
> ถึงจะเห็นเป็นประจำจนเจนตา
> >>
> แต่ก็ใช่ว่าจะทำใจให้ชาชินได้
>
> ครั้งนี้แย่ยิ่งกว่า
> >>
> ตรงที่ช้างที่เห็นยังเป็นลูกช้างอยู่เลย
> สูงเท่าอกควาญช้างเอง..
> >>
> แต่ขาลูกช้างเล็กมาก
> > ไม่สมส่วน
> >>
> >> สงสารเท้าบางๆ
> >>
> ต้องมาเดินบนคอนกรีตร้อนๆ
>
> >> ถามควาญ
> >>
> ควาญบอกไม่ต้องห่วง
> >> เท้าช้างมันหนา
> >>
> เราว่าไม่หนาเท่าหน้าควาญหรอกมั้ง
> >>
> อันนี้คิดในใจ
> >>
> กลัวควาญสั่งให้ช้างเหยียบหน้าเรา)
>
> >> กล้วย
> >> อ้อย
>
> ที่คนซื้อจากควาญ…เพื่อให้ควาญเอาให้ช้างกินอีกทีเนี่ย..
> >>
> >> เป็นตลกร้ายมากๆ
> >>
> แต่ตลกที่ขำไม่ออก
> >>
> เหมือนควาญจับช้างตัวเองเป็นตัวประกัน
>
> ให้อดน้ำอดอาหาร
> >>
> แล้วรอให้คนอื่นเอาเงินมาไถ่ช้างของตัวเอง
> >>
> >> แล้วควาญก็จะเอาเงินมาเลี้ยงตัวควาญเองเป็นส่วนมาก
> และเลี้ยงช้างอีกเป็นส่วนน้อย)
>
> >> สรุป
> >>
> …เราไม่ได้ซื้ออาหารเลี้ยงช้าง
> >>
> แต่จ่ายเงินเลี้ยงควาญมากกว่า
> เมื่อก่อนเราก็เป็นหนึ่งในคนขี้สงสาร
> >>
> อดไม่ได้ต้องซื้อกล้วยซื้ออ้อยให้ช้าง
>
> ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ถูกต้อง
>
> แต่จากประสบการณ์ตรง
>
> คืนนั้นประมาณสี่ทุ่ม
> >>
> เรากับเพื่อนกลุ่มนึง
> >>
> ออกมาจากร้านอาหารที่กินเลี้ยงกัน
> >> เจอช้างเช่นเดิม
> >>
> (สงสัยดวงสมพงษ์)
>
> เราก็ทำอย่างเดิม
> >> (ซื้ออ้อยให้ช้าง)
> >>
> แต่พอดีวันนี้มีเวลาเยอะ
> >>
> ประกอบกับมีที่นั่งแถวนั้น
>
> เลยนั่งคุยกับเพื่อนไป
> >> ดูช้างไป
> >>
> >> เริ่มเอะใจ
> >>
> เฮ้ย…
> >>
> ทำไมช้างไม่เคี้ยวอ้อยหว่า
> >> ?
> >>
> ( เวลาไปปางช้าง
> >>
> เคยสังเกตว่าช้างจะเอาอ้อยเข้าปาก
> >>
> แล้วเคี้ยวหยับๆอยู่แป๊บนึง)
>
> หรือว่าให้น้อยไป
> >>
> ช้างกลืนลงคอไปแล้ว
> >>
> จะรู้รสไหมนั่น ?
> >>
> >> ไม่ได้การ
> >>
> เลยซื้อเพิ่ม
> >> สงสารช้าง
> ท่าจะหิว
> >>
>
> มันดึกแล้วคงไม่มีใครมาอุดหนุนแล้วล่ะ
>
> คราวนี้เราจ้องซะตาเหลือก
>
> >> อ้าว..
>
> ยังไม่เคี้ยวอีกแฮะ
> >> อมไว้รึป่าวเนี่ย
> >>
> สักพักควาญเห็นว่าเรามองมากๆ
> >>
> เลยจูงช้างเดินเลี่ยงไป
> >> (
> >> อย่างเร็ว)
>
> >> เรากับเพื่อนอีก
> >> 3-4 คน
> >>
> ก็ทำเป็นออกเดินมั่ง
> >>
> ทำเดินเม๊าท์แตกโดยบังเอิญไปทางเดียวกัน
>
> >> (แต่จริงๆคือจะเดินตามไปดู)
>
> คราวนี้ควาญออกอาการ
> >>
> เอาขอเกี่ยวหูให้ช้างวิ่งเลย
> >>
> เราก็เฮ้ย ทำไมน่ะ
> >> ?
> ควาญวิ่งพาช้างข้ามถนนไปอีกฝั่ง
> >>
> แล้วงุดๆไปหลบอยู่ตรงมุมมืดๆ
> >>
> เรามองไม่ค่อยเห็นแล้ว
> >>
> เราไม่กล้าตามแล้วด้วย
>
> >> โชคดีที่ตรงนั้น
> >>
> เพื่อนเราอีกคนออกมาจาก
> >> 7/11
> ตรงหัวมุมแถวนั้นพอดี
> >>
> >> ( ลืมไปเลยว่า
> >>
> เพื่อนอีกคนออกมาก่อน
> >>
> มันบอกจะเดินไปซื้อของที่
> >> 7/11
> >> ฝั่งตรงข้าม)
>
> เพื่อนคนนี้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ช่วงที่เราเจอช้าง
> >>
> ควาญช้างก็ไม่รู้ว่าคนนี้เพื่อนเรา
>
> เราโทรมือถือไปบอกเพื่อนเรา
> >> บอกว่า ” เฮ้ย
>
> อย่าเพิ่งพูดอะไรนะ
> >>
> ช่วยดูช้างกับควาญให้ที ”
> >>
> แล้วเราก็เล่าเหตุการณ์คร่าวๆให้ฟัง
> >> ก่อนวางหู
> >>
> เพื่อนคนนี้เป็นผู้ชาย
> >>
> มันเลยกล้าเดินไปยืนแถวๆควาญช้างตรงมุมมืดๆ
> เพื่อนแกล้งทำท่าเหมือนหลบคนเยอะๆมาคุยโทรศัพท์
>
> แต่จริงๆไม่ได้กดโทรออก
>
> ส่วนเราเดินกลับมารอฟังข่าวที่เดิม
>
> สักพักเพื่อนคนนี้
> >>
> เดินข้ามฝั่งกลับมา
> >> บอกว่า
> >> ”
>
> ควาญเอาขอเกี่ยวหูช้างอย่างแรง
> >>
> ตอนแรกช้างไม่ทำอะไร
>
> >>
> ตอนหลังควาญเลยเอาขอเกี่ยว
> >>
> ฟาดเข้าหลังหูเลย
> >> ด้านคมๆนั่นแหล่ะ
> >>
> ช้างท่าจะเจ็บมาก
> >> มันร้องในลำคอ
> >>
> >>
> แล้วคายอ้อยออกมา
> >> ”
> อารายนะ!!!!!!
> >> ”
> >> เราตกใจ
> >> ” ช้างคายอ้อยออกมา
>
> …ออกมาเป็นมัดๆเลย
> >>
> สงสัยอ้อยที่เธอซื้อให้นั่นแหล่ะ”
> >> เพื่อนย้ำอีกที
>
> เรางี้ฟังแล้วแทบร้องไห้
>
> ควาญสอนช้างให้อมอ้อย
> >>
> จะได้ให้ช้างคายอ้อยในที่ลับตา
> >>
> แล้วเอาอ้อยกลับมาล้างเพื่อขายใหม่ได้เรื่อยๆ
>
> โดยที่ช้างไม่ได้กินอะไรเลย!!!!
> >>
> คิดดูช้างเดินบนพื้นคอนกรีตแข็งๆเป็นกิโลๆ
> >>
> ยิ่งน้ำหนักตัวกดทับเยอะ
> >> ก็ยิ่งระบม
> >>
> แล้วยังต้องมาอดอาหารอีก
> นึกภาพมันอมอ้อยไว้ในปาก
> >>
> คงทั้งหวานทั้งน่ากิน
> >>
> แต่ช้างก็ไม่กล้ากิน
> >> เพราะถูกสอนมา
> >>
> ตอนถูกสั่งให้คายครั้งแรก
> >>
> มันคงทำใจคายไม่ได้
> >> คงหิวมาก
> >>
> ต้องให้ควาญฟาดตะขอจิกเข้าไป
> >>
> มันเจ็บจนต้องคายออกมา
>
> ยิ่งเราซื้ออาหารให้ช้างมากเท่าไหร่
> >>
> ช้างก็ยิ่งโดนทำร้ายแบบนี้มากเท่านั้น…
>
> ขอประณามควาญช้างที่ทำแบบนี้
>
> คุณไม่ควรทำกับช้างผู้มีพระคุณกับคุณ
>
> คุณอาศัยความสงสารของคนมาเลี้ยงตัวเองยังไม่พอ
>
> คุณยังทำร้ายช้างด้วย
> >>
> นี่ไม่น่าอภัยให้ยิ่งกว่า
>
> เราไม่รู้นะว่าควาญช้างกี่คนที่สอนช้างให้ทำแบบนี้ได้
> >>
> เราได้แต่หวังให้มีคนนี้คนเดียว
>
> แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า
> >>
> ถ้าเบื้องหลังเค้าทำแบบนี้กันหมด
> >> ?
> >> ****** วานผู้ใจบุญ
> ช่วยส่งเมล์ฉบับนี้ต่อไปด้วย******
> >>
> >> 1555 อาจจะติดยาก
> >>
> แต่มีอีกหลายเบอร์
> >>
> เมมไว้ เห็นที่ไหน
> >> โทรแจ้งเลย
>
> มูลนิธิเพื่อนช้าง 0-2945-7124/6
> >>
> โรงพยาบาลช้างของมูลนิธิเพื่อนช้าง
> >> ( 24 ชั่วโมง)
> >>08-1914-6113, 0-5424-7869/70
> >>
> สายด่วน
> >> คุณโซไรดา ซาลวาลา
> >>08-1936-3500
> >> สายด่วน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
No related posts.




