ภายใต้แนวคิด ขืนปล่อยให้หมอและพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ติดเชื้อและล้มตาย ใครจะเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยที่เหลือ ด้วยเหตุนี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ลอตแรกจากฝรั่งเศส 2 ล้านโดส จึงต้องให้สิทธิ์หมอและพยาบาลด่านหน้าในโรงพยาบาลของรัฐประเดิมไปก่อน
กลุ่มเสี่ยงที่เหลือ กำหนดให้เรียงคิวตามระดับความเสี่ยง ไล่เรียงจาก
- หญิงมีครรภ์ ซึ่งมีอายุครรภ์มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป,
- คนอ้วน ที่มีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 100 กก. หรือมีดัชนีมวลกายวัดได้ตั้งแต่ 35 ขึ้นไป
- ผู้พิการรุนแรง ซึ่งไม่สามารถดูแลตัวเองได้ (หมายถึง ไม่สามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่ 3 อย่างขึ้นไป คือ กินอาหาร อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน แต่งตัว ขับถ่าย และทำความสะอาดหลังขับถ่าย)
- ถัดมา เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป จนถึงผู้ที่มีอายุ 64 ปี ซึ่งมีโรคประจำตัวอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคหอบหืด, โรคหัวใจทุกประเภท, โรคหลอดเลือดสมอง, ไตวาย, ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างได้รับเคมีบำบัด, ผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรง, ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง, ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อน และผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน
ข้อพึงระวัง ผู้ไม่สมควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 2009 ได้แก่ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน, ผู้ที่แพ้ไข่ หรือสารเคมีบางอย่างในวัคซีน และผู้ที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มาแล้ว เกิดอาการแพ้รุนแรง
นอกจากนั้น หากผู้ที่จะได้รับวัคซีนมีไข้ขึ้นสูง หรือป่วยด้วยอาการบางอย่างที่ไม่น่าวางใจ ควรเลื่อนการรับวัคซีนตัวนี้ออกไปก่อน
นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอช 1 เอ็น 1 2009 ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งซื้อจากบริษัท Sanofi Pasteur ประเทศฝรั่งเศส 2 ล้านโดส เป็นวัคซีน ชนิดเชื้อตาย
ขณะที่องค์การเภสัชกรรมร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศรัสเซีย ในการผลิต วัคซีนชนิดเชื้อเป็น แบบอ่อนฤทธิ์ แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการผลิต
อย่างไรก็ตาม วัคซีนทั้ง 2 ประเภท เป็นวัคซีนใหม่ซึ่งเพิ่งมีการนำมาใช้ในคนได้ไม่นาน ข้อมูลอาการแพ้วัคซีนจึงยังมีไม่มาก แต่ก็เบาใจได้ ระดับหนึ่งว่า วัคซีนเหล่านี้มีกระบวนการผลิตเหมือนวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ทั่วไป และส่วนประกอบทุกตัวในวัคซีน ไม่สามารถทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้
นพ.มานิต บอกว่า กรมควบคุมโรคประเมินสถานการณ์ตั้งแต่เดือน พ.ค.-พ.ย.2552 ทั่วประเทศ มีคนไทยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 รวมทั้งสิ้นราว 8.4 ล้านคน
การติดเชื้อโรคนี้ไม่เพียงติดต่อได้ง่ายกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดิม ซึ่งเกิดขึ้นตามฤดูกาล ยังแพร่เชื้อได้เร็วกว่าอีกด้วย
“ถึงมันจะมีพิษสงพอตัว แต่ก็ไม่ต้องไปกลัวมันมาก แค่ต้องตระหนักว่า เชื้อตัวนี้มีการดื้อยาเกิดขึ้นได้ ที่ผ่านมากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์นำยีนของผู้ป่วยไปตรวจ และนำเชื้อจากคนป่วยไปทดลองกับยา พบว่า ในผู้ป่วย 200 ราย เกิดการดื้อยา 3 ราย”
“การจะให้เกิดภูมิต้านทานโรคนี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกคือ ได้รับเชื้อที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่วิธีนี้ถ้าผู้ได้รับเชื้อมีสุขภาพไม่แข็งแรง เสี่ยงต่อการป่วยหนัก หรืออาจถึงตายได้ อีกวิธีคือ การได้รับวัคซีนป้องกันโรค”
คุณหมอมานิตบอกว่า ปัจจุบันยังมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ในเมืองไทย เสียชีวิตเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1-2 ราย เมื่อรวมกับยอดผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปแล้ว มีจำนวนทั้งสิ้น 189 ราย ซึ่งนับว่ายังไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศที่ใหญ่กว่าและพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งล่าสุดมีผู้ป่วยตายไปแล้วนับพันราย
“เป็นไปได้ผมอยากให้คนไทยทุกคนได้รับวัคซีน แต่เราคงไม่มีปัญญาจัดหามาฉีดให้ได้ครบทุกคน เพราะขณะนี้ราคาวัคซีนยังแพงมาก เคยคำนวณกันไว้ว่า ถ้าต้องฉีดให้คนไทยทั้งประเทศจำนวน 60 กว่าล้านคน คงต้องใช้ เงินนับหมื่นล้านบาท”
อธิบดีกรมควบคุมโรคบอกว่า สิ่งที่ทำอยู่เวลานี้ คือ พยายามจัดหาวัคซีนมาสำรองไว้ให้ได้มากที่สุด กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งได้รับวัคซีนแบบเชื้อตายมาจำนวน 2 ล้านโดส อยู่ระหว่างเตรียมนำไปฉีดให้แก่ กลุ่มเสี่ยงก่อน คาดว่าจะเริ่มฉีดได้ประมาณเดือน ม.ค.–พ.ค.2553
ขณะเดียวกัน ทีมงานอีกส่วนกำลังเร่งผลิตวัคซีนขึ้นเอง แต่ยังไม่สำเร็จ ฉะนั้นระหว่างนี้จึงต้องเร่งจัดหาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 มาเสริมอีกประมาณ 8 แสนโดส เพื่อให้มีวัคซีนใช้จำนวน 2,800,000 โดส
นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน กรมควบคุมโรค กล่าวถึงภาพรวมของการให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอช 1 เอ็น 1 2009 ว่า หลังจากโรคระบาดไปแล้วทั่วโลก ล่าสุดประเทศในซีกโลกเหนือ ภาวะการระบาดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะช่วงนี้ตรงกับฤดูกาลระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่วไป
ส่วนประเทศที่อยู่ทางซีกโลกใต้ แนวโน้มการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 อยู่ในช่วงขาลง ขณะที่เมืองไทยสถานการณ์การระบาดของโรคล่าสุดอยู่ในช่วงขาลง เตรียมทะยานสู่ขาขึ้นอีกครั้ง
นพ.ศุภมิตร บอกว่า การที่ไทยกำลังเข้าสู่ระยะต้นของการกลับมาระบาดใหม่อีกรอบ หากมีการเตรียมพร้อมรับมือป้องกันอย่างเต็มที่ เชื่อว่าจะช่วยชะลอจำนวนผู้ป่วยไม่ให้เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
“ดูจากเส้นกราฟที่เหมือนลูกคลื่น พอคาดเดาได้ว่าหัวคลื่นของการระบาดในรอบ 2 คงไม่ใหญ่เท่าหัวคลื่นในระลอกแรก แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยบางอย่างด้วย เช่น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว จะเข้ามาเติมเชื้อให้ เรามากขึ้นด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ กิจกรรมการชุมนุมต่างๆก็เพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนเชื้อได้สูงเช่นกัน”
คุณหมอศุภมิตรบอกว่า โดยเฉลี่ย 1% ของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลจะเสียชีวิต ดังนั้น การเลือกใช้ยุทธศาสตร์รับมือ ยังคงต้องเน้นต่อที่มาตรการ 3 ลด คือ ลดอัตราตาย ด้วยการวินิจฉัยโรคให้เร็ว รักษาให้เร็ว และหายามาสำรองให้มากพอ
ลดภาระการเข้าโรงพยาบาล โดยให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่ง อยู่ดูแลตัวเอง ที่บ้าน และ ลดอัตราการป่วย ด้วยการปรับพฤติกรรม แนะนำชุมชน และโรงเรียนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ขณะนี้เริ่มย่อหย่อน ชะล่าใจ ให้หันกลับมาตระหนักอีกครั้ง
นพ.ศุภมิตร บอกว่า การระบาดในรอบแรกที่ผ่านมา มีการใช้ยาต้านไวรัสไปแล้วทั้งสิ้นประมาณ 1 ล้านเม็ด ล่าสุดมียาต้านไวรัสเหลือในสต๊อก 1 ล้านกว่าชุด หรือประมาณ 12-13 ล้านเม็ด องค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตได้เพิ่มอีก 3-4 ล้านเม็ด ถ้าเปรียบเป็นการรบ เรายังต้องหาอาวุธยุทธภัณฑ์ มาเสริมสำรองไว้เพื่อความมั่นคง
หมอศุภมิตรบอกว่า สรุปแล้วการให้วัคซีนครั้งนี้ ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงต้นปี- กลางปีหน้า เป็นการให้แบบ ตอบสนองภัยฉุกเฉินทางสาธารณสุข เพื่อเสริมความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของประเทศ จึงต่างจากการให้วัคซีนทั่วไป
เขาบอกว่า เวลานี้ทุกฝ่ายต่างเร่งมือเต็มที่ เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เร่งตรวจรับรองคุณภาพของวัคซีนที่ได้รับมา ก่อนจะนำไปฉีด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. กำลังเร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนให้ทันภายในสิ้นปีนี้
องค์การเภสัชกรรมก็เร่งติดตามจัดซื้อจัดหาวัคซีนเพิ่ม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ยอมควักเงินสำรองก้อนใหญ่จ่ายค่า วัคซีนออกไปให้ก่อน
“ทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันเต็มที่ นับว่าไทยเราทำได้ดีมากแล้วในระดับหนึ่ง เทียบกับบ้านเมืองอื่น ยังมีอีกหลายประเทศที่ทำได้ แค่รอรับบริจาควัคซีน จึงขอให้ผู้ที่จะรับวัคซีนอดใจรออีกนิด”.
ที่มา : สกู๊ปข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2552
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
หากคุณต้องการทราบรายละเอียดแบบประกันที่เหมาะสมกับความต้องการ กรุณกรอกรายละเอียด เพื่อให้ทางเราออกแบบประกันให้กับคุณ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Related posts:







[...] ไข้หวัดใหญ่ [...]