7 ความเชื่อเมื่อ “เป็นหวัด”


 

“เวลาจามให้เอามือปิดปาก….เวลามีไข้ให้นอนพักผ่อนมาก ๆ …ห่มผ้าหนา ๆ…ไม่ควรออกกำลังกาย…เป็นหวัดแล้วเบื่ออาหาร ฯลฯ”

เชื่อว่าหลายคนต้องมีแอบสงสัย จริงมั้ยนะกับความเชื่อเหล่านี้!!

เอางี้ดีกว่า เรามาฟังคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันค่ะ ว่าความเชื่อไหนกันที่ถูก แล้วความเชื่อไหนบ้างที่ผิด เผื่อคุณๆ จะได้เอาไว้เป็นแนวปฏิบัติตัวให้หลีกไกลโรคไข้หวัด ในภาวะฝนตกชุกอย่างช่วงนี้ไงคะ

ความเชื่อที่1 : ห้ามออกจากบ้าน ขณะที่ผมยังเปียก

ข้อเท็จจริง ถึงผมไม่เปียกก็เป็นหวัดได้ ถ้ารับเชื้อหวัดเข้าไป

หลายคนมีความเชื่อว่า หากออกจากบ้านในขณะที่ผมเปียก ศีรษะเย็น จะเสี่ยงต่อการเป็นหวัด ทว่าความจริงแล้วผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ Rachel Vreeman คุณหมอด้านกุมารเวชศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัย Indiana เปิดเผยว่า ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ว่าผมคุณจะเปียก หรือไม่เปียก คุณก็สามารถเป็นไข้หวัดได้ หากได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดเข้าไป

เราได้ทำการศึกษาวิจัยกับคน 2 กลุ่ม โดยฉีดเชื้อไวรัสไข้หวัดเข้าไปในจมูกของอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม หลังจากนั้นให้คนกลุ่มหนึ่งอยู่ในสภาพอากาศที่เปียกและเย็น อีกกลุ่มอยู่ในสภาพอากาศปกติ ซึ่งผลวิจัยพบว่า คนทั้งสองกลุ่มไม่ได้มีแนวโน้มในการเจ็บป่วยที่แตกต่างกันเลย ดังนั้นการเป็นหวัดจึงมาจากเชื้อไวรัสมากกว่าสภาพอากาศ


ความเชื่อที่2 : เป็นไข้แล้ว กินอาหารน้อยลงกว่าปกติ

ข้อเท็จจริง ต้องกินอาหารที่ดี และมีประโยชน์ให้มากกว่าปกติ

ข้อนี้ไม่ถึงกับเป็นความเชื่อที่ผิด แต่คุณหมอVreeman ระบุว่า คนส่วนใหญ่มักปล่อยเลยตามเลย พอป่วยรู้สึกเบื่ออาหารก็จะไม่กิน หรือกินน้อยลง ซึ่งเป็นความผิดมหันต์ค่ะ

เพราะแท้จริงแล้วเมื่อเป็นหวัด ร่างกายจะต้องการพลังงานจากอาหารมากกว่าปกติ เพื่อนำไปต่อสู้กับเชื้อไข้หวัด

ดังนั้นหากมีไข้ เป็นหวัด จำให้ขึ้นใจว่า ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพยายามดื่มน้ำมากขึ้น ร่างกายจะได้ไม่แย่ไปกว่าเดิมไงล่ะ

ความเชื่อที่3 : ห้ามดื่มนมวัว เดี๋ยวน้ำมูกเยอะ

ข้อเท็จจริง นมวัวไม่ได้ทำให้ปริมาณน้ำมูกเพิ่มขึ้น

สำหรับความเชื่อนี้ คุณหมอVreeman แห่งมหาวิทยาลัย Indiana ฟันธงว่า ไม่เป็นความจริงค่ะ

คนส่วนใหญ่รวมถึงกุมารเวชศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า นมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว จะเพิ่มการผลิตเมือก ซึ่งนั่นหมายถึงจะทำให้มีน้ำมูกมากขึ้น

แต่จากผลการศึกษาด้วยวิธีการให้คนกลุ่มหนึ่งดื่นนมวัว อีกกลุ่มให้ดื่นนมถั่วเหลือง ผลก็ยังปรากฏว่า ปริมาณน้ำมูกของคนทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันเลย

ความเชื่อที่4 : จับหน้าผาก สังเกตอาการไข้

ข้อเท็จจริง ใบหน้าสามารถสังเกตอาการไข้ได้รวดเร็วกว่าที่หน้าผาก

แท้จริงแล้ว การสังเกตตัวเองหรือคนใกล้ตัวว่าเริ่มมีอาการไข้หรือไม่นั้น ควรสังเกตที่ใบหน้ามากกว่าการเอามือแตะหน้าผากอย่างที่หลายคนเคยชิน

Daniel Sessler นักวิจัยแห่ง Cleveland Clinic ระบุว่า ใบหน้าของเราจะบอกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงร่างกายได้มากที่สุด (มากกว่าศีรษะเสียอีก) ดังนั้นหากเริ่มรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อน ก็ไม่ต้องรอให้หน้าผากหรือศีรษะร้อนค่ะ เร่งควาญหาเสื้อหนาๆ มาใส่ให้อบอุ่นได้เลย เพราะนั่นคือสัญญาณเตือนของอาการไข้หวัดแล้ว

ความเชื่อที่5 : กินซุปไก่ น้ำแกงชั้นยอด ช่วยลดไข้หวัดได้

ข้อเท็จจริง ช่วยได้จริง แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าในน้ำซุปมีผักอยู่ด้วย

มีการกล่าวขานว่า ซุปไก่เป็นยารักษาหวัดตามธรรมชาติ ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Nebraska ให้ข้อมูลว่า เป็นความเชื่อที่ถูกต้องแล้ว เพราะไก่มีโปรตีน และกรดอะมิโนตามธรรมชาติ ที่ออกฤทธิ์เหมือนยาขับเสมหะ

แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมที่จะใส่ผัก เข้าไปด้วยนะคะ เพราะผักอย่าง หอม หรือกระเทียม จะทำให้ซุปไก่ มีประโยชน์มากยิ่งขึ้นค่ะ

ความเชื่อที่6 : เมื่อเป็นไข้ ควรผักผ่อนเยอะๆ และห้ามออกกำลังกาย

ข้อเท็จจริง คุณต้องการการผักผ่อนก็จริง แต่การออกกำลังกายสักเล็กน้อยจะทำให้คุณรู้สึกดียิ่งขึ้น

ข้อนี้เป็นความเชื่อฝังแน่น ที่หลายท่านคงได้ยินมาบ่อยๆ ส่วนข้อเท็จจริงสำหรับกรณีนี้ การศึกษาจากมหาวิทยาลัย Ball State ได้ทำการศึกษากับอาสาสมัคร 2 กลุ่มที่เป็นหวัด โดยให้กลุ่มหนึ่งออกกำลังกาย 30 นาทีต่อครั้ง และ 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่อีกกลุ่มพักผ่อนเฉยๆ โดยไม่มีการออกกำลังกาย และผลการศึกษาพบว่า แม้การหายจากภาวะป่วยของคนทั้งสองกลุ่มจะใช้เวลาไม่ต่างกัน แต่ในกลุ่มคนที่ออกกำลังกายจะรู้สึกดีกว่าสบายตัวกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยชิ้นนี้ระบุด้วยว่า การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ จะเกิดผลดีต่อร่างกายของคุณ แต่หากคุณกำลังป่วย แล้วดันไปออกกำลังกายหักโหม เช่น มากกว่า 90 นาทีต่อครั้ง ถือว่าไม่ดีนะคะ เพราะเป็นการเสี่ยงที่จะทำให้ร่างกายเราเจ็บป่วยมากกว่าเดิมค่ะ

ความเชื่อที่7 : การใช้มือปิดปากเมื่อจาม

ข้อเท็จจริง ไม่ควรทำ เพราะจะยิ่งทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้มากขึ้น

เรื่องนี้หลายคนอาจเคยได้ยินกันมาแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ เลยต้องเตือนกันอีกทีว่า แม้การใช้มือปิดปากระหว่างไอหรือจามจะดูสุภาพ แต่กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เชื้อโรคแพร่ไปยังผู้อื่นได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อเราไอหรือจามใส่มือ เชื้อโรคที่ติดอยู่ในมือจะสามารถแพร่ไปติดใครต่อใครได้ง่าย ผ่านจากการสัมผัสสิ่งต่างๆ เช่น โทรศัพท์ ปุ่มกดลิฟท์ หรือแม้แต่ลูกบิดประตู

ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อคือ เมื่อเป็นไข้หวัดควรล้างมือบ่อยๆ ใช้กระดาษทิชชูแทนผ้าเช็ดหน้า จะได้ใช้แล้วทิ้งไปเลย แต่หากไม่มีทิชชู เมื่อไอหรือจามควรใช้วิธีจามใส่ข้อศอกด้านในของตัวเอง เพราะเป็นจุดที่แพร่เชื้อโรคได้น้อยกว่ามือของเราค่ะ

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ฝนตก ๆ หยุด ๆ ดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อป้องกันไม่ให้เป็น “ไข้หวัด” และข้อสำคัญที่สุดหมั่นออกกำลังกายให้เป็นนิสัยค่ะ เท่านี้ “ไข้หวัด” ก็ไม่สามารถเข้ามากล้ำกรายเราได้แล้วค่ะ…

 

No related posts.

Tags:

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

search

Tag

กล้วยหอม กินเป็นลืมป่วย คำศัพท์ประกันชีวิต ซีสต์ ซื้อประกันชีวิต ตะไคร้ ตำลึง ทำประกันสุขภาพ ทำอย่างไรไตไม่วาย ทำไมต้องทำประกันชีวิต บำเหน็จบำนาญ ประกันชีวิต ประกันชีวิต ลดหย่อนภาษี ประกันสุขภาพ ประกันสุขภาพฟรี ประกันสุขภาพเด็ก ปวยเหล็ง ผักขม ฟ้าทะลายโจร มะนาว มะรุม มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา ยอ ลดหย่อนภาษี ลดหย่อนภาษี ประกันชีวิต วันแม่แห่งชาติ สาระน่ารู้ สารเสตอรอยด์ สิทธิเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล สเต็มเซลล์ หญ้าปักกิ่ง หลักการพื้นฐานของประกันชีวิต เกษียณรวยดีกว่าเกษียณจน เงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันชีวิต เมาไม่่ขับ เส้นเลือดอุดตันในสมอง แก๊งค์ปาหิน แง่คิดดี ๆ ที่น่าอ่าน โทษของการทำประกันชีวิต โรคฮิตของผู้บริหาร ใบบัวบก ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009

ค้นหาแบบประกัน

เมืองไทยประกันชีวิต

ขอใบเสนอราคา

ใบคำขอข้อเสนอ

ลิงค์ผู้ให้การสนับสนุน