<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ซื้อประกันชีวิต และซื้อประกันสุขภาพ กับ e-Insurance</title>
	<atom:link href="http://www.einsurance.in.th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.einsurance.in.th</link>
	<description>คุณเลือกซื้อประกันชีวิต และซื้อประกันสุขภาพได้ ตามความต้องการและงบประมาณของคุณ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 12 Feb 2012 05:57:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.3</generator>
		<item>
		<title>หัวปลี</title>
		<link>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 Oct 2011 13:54:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หัวปลี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.einsurance.in.th/?p=2520</guid>
		<description><![CDATA[นักวิจัยจากเกษตรศาสตร์สกัดหัวปลีป้องกันโรคแผลในกระเพาะอาหาร เบื้องต้นทดสอบยืนยันผลในหนูขาว วางแผนศึกษาหาส่วนอื่นๆ ของกล้วยที่ออกฤทธิ์เหมือนกัน สร้างความหวังพัฒนายาราคาถูกและผลข้างเคียงต่ำ ดร.ธีราพร อนันตะเศรษฐกูล อาจารย์ที่ปรึกษาจากภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ศึกษาพบสารสกัดจากหัวปลีมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ ที่มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ ความเครียดและยาแก้ปวด แม้ว่าจะต้องศึกษาเพิ่มเติมในเชิงลึก แต่ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนายาราคาถูกและผลข้างเคียงต่ำ จากวัตถุดิบพืชพื้นบ้านที่หาง่าย การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดหัวปลีทำในหนูขาวซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มควบคุมกับกลุ่มรับสารสกัดในปริมาณแตกต่างกันคือ 400, 800 และ 1,200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จากนั้นทั้งสองกลุ่มถูกเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยแบ่งกลุ่มย่อยเป็นถูกเหนี่ยวนำด้วยความเครียด ด้วยยาแก้ปวดอินโดเมทาซีนและด้วยแอลกอฮอล์ ทีมวิจัยวัดพื้นที่ของแผลในกระเพาะอาหารเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มได้รับสารสกัดพบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้กว่า 50% &#8220;เราตั้งเป้าศึกษาพิษวิทยาของสารสกัดจากหัวปลี รวมถึงวิจัยเพิ่มเพื่อดูการออกฤทธิ์ ต่อแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากสาเหตุอื่นอีก 5-6 แบบ เช่น ความเครียดชนิดต่างๆ ความผิดปกติของการหลั่งกรดในกระเพาะหรือเพปซิน การไหลย้อนกลับของน้ำดี รวมถึงยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพริน&#8221; ดร.ธีราพร กล่าว การศึกษาด้ายพิษวิทยานั้น คาดว่าจะใช้เวลาอีก1 ปีจึงเห็นผลวิจัยที่ชี้ชัด ขณะเดียวกันก็จะศึกษาส่วนต่างๆ ของกล้วยที่มีคุณสมบัติป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารคู่ขนานไปด้วย ขอบคุณข้อมูล : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.einsurance.in.th/wp-content/uploads/2011/10/หัวปลี.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-2522" title="หัวปลี" src="http://www.einsurance.in.th/wp-content/uploads/2011/10/หัวปลี-300x270.jpg" alt="" width="300" height="270" /></a></p>
<p><strong>นักวิจัยจากเกษตรศาสตร์สกัดหัวปลีป้องกันโรคแผลในกระเพาะอาหาร </strong>เบื้องต้นทดสอบยืนยันผลในหนูขาว วางแผนศึกษาหาส่วนอื่นๆ ของกล้วยที่ออกฤทธิ์เหมือนกัน สร้างความหวังพัฒนายาราคาถูกและผลข้างเคียงต่ำ</p>
<p>ดร.ธีราพร อนันตะเศรษฐกูล อาจารย์ที่ปรึกษาจากภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ศึกษาพบสารสกัดจากหัวปลีมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ ที่มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ ความเครียดและยาแก้ปวด แม้ว่าจะต้องศึกษาเพิ่มเติมในเชิงลึก แต่ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนายาราคาถูกและผลข้างเคียงต่ำ จากวัตถุดิบพืชพื้นบ้านที่หาง่าย</p>
<p>การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดหัวปลีทำในหนูขาวซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มควบคุมกับกลุ่มรับสารสกัดในปริมาณแตกต่างกันคือ 400, 800 และ 1,200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จากนั้นทั้งสองกลุ่มถูกเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยแบ่งกลุ่มย่อยเป็นถูกเหนี่ยวนำด้วยความเครียด ด้วยยาแก้ปวดอินโดเมทาซีนและด้วยแอลกอฮอล์</p>
<p>ทีมวิจัยวัดพื้นที่ของแผลในกระเพาะอาหารเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มได้รับสารสกัดพบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้กว่า 50%</p>
<p>&#8220;เราตั้งเป้าศึกษาพิษวิทยาของสารสกัดจากหัวปลี รวมถึงวิจัยเพิ่มเพื่อดูการออกฤทธิ์ ต่อแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากสาเหตุอื่นอีก 5-6 แบบ เช่น ความเครียดชนิดต่างๆ ความผิดปกติของการหลั่งกรดในกระเพาะหรือเพปซิน การไหลย้อนกลับของน้ำดี รวมถึงยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพริน&#8221; ดร.ธีราพร กล่าว</p>
<p>การศึกษาด้ายพิษวิทยานั้น คาดว่าจะใช้เวลาอีก1 ปีจึงเห็นผลวิจัยที่ชี้ชัด ขณะเดียวกันก็จะศึกษาส่วนต่างๆ ของกล้วยที่มีคุณสมบัติป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารคู่ขนานไปด้วย</p>
<p><strong>ขอบคุณข้อมูล </strong> : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดอกแค</title>
		<link>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Oct 2011 13:47:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกแค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.einsurance.in.th/?p=2515</guid>
		<description><![CDATA[แค ชื่อสามัญ Vegetable Humming Bird , Cork Wood Tree เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แคบ้าน” อีกทั้งยังมีแคฝรั่ง ซึ่งเป็นไม้ดอกไม้ประดับ แคเป็นต้นไม้โบราณที่อยู่คู่ครัวของทุกท้องถิ่น แต่ละครัวมีวิธีการปรุงอาหารจากส่วนต่างๆ ของแคแตกต่างกันออกไป แต่อาหารที่รู้จักคุ้นเคยกันอย่างดีทุกครัวเรือน คือ “แกงส้มดอกแค” ชื่อวิทยาศาสตร์ของแค คือ Sesbania grandiflora (L.) Pers. วงศ์ PaPilionaceae เป็นต้นไม้พื้นเมืองของ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ประเภทไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 3-10 เมตร โตเร็วทั้งในที่แห้งและชุ่มชื้น มักขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะ ตามหัวไร่ปลายนา และในบริเวณบ้าน ลักษณะทั่วไป แคเป็นต้นไม้พื้นบ้าน เป็นต้นไม้เนื้ออ่อน ปลูกได้ในทุกพื้นที่ ทั้งดินเหนียวและดินปนทราย นิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน คันนา ริมถนน และในบริเวณบ้าน หรือปลูกไว้เพื่อปรับพื้นที่ให้มีปุ๋ย เพราะใบแคที่ผุแล้ว ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ส่วนที่นำมารับประทานได้ มียอดอ่อน ดอกอ่อน ใบอ่อน และฝักอ่อน ออกในช่วงฤดูฝน ส่วนดอกอ่อนจะออกในช่วงฤดูหนาว ดอกแค 100 กรัม หรือ 1 ขีด ให้พลังงานต่อร่างกาย 10 กิโลแคลอรี มีเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี การรับประทานดอกแคจะทำให้ร่างกายได้เส้นใยอาหาร ดอกแค เมื่อแก่จนกลีบร่วง ก็จะมีฝักอ่อน นำมาทำอาหารได้ เมื่อแก่จะแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด เจริญเติบโตง่าย มีอายุไม่นาน ก็ยืนต้นตาย แพร่พันธุ์ด้วยฝักที่มีเมล็ดแก่จัด การนำดอกแคมาทำอาหารต้องเด็ดเกสรสีเหลืองของดอกแคออกก่อนจะทำให้ไม่มีรสขม แคเป็นต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขามาก มีเปลือกลำต้นขรุขระสีเทา ดอกคล้ายดอกถั่ว ยาว 6-10 ซม. มีทั้งดอกสีขาวและสีแดง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ กลีบเลี้ยงเป็นรูประฆังหรือถ้วย ผลเป็นฝักแบน ส่วนของแคที่นำมารับประทานนับได้ตั้งแต่ยอดอ่อน ใบอ่อน รสหวาน มัน มีมากในช่วงฤดูฝน นิยมต้มสุกแล้วราดหัวกะทิ รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แคก็ออกดอกอ่อนที่มีรสหวานออกขมเล็กน้อยให้ลิ้มรสและทำเป็นแกงส้ม แต่ต้องเป็นดอกแคสีขาว เพราะไม่มีเส้นใยมากให้ระคายปากเหมือนดอกสีแดง แกงส้มดอกแคที่อร่อยต้องใส่ปลาช่อน เพราะช่วงที่ดอกแคออกดอกจะเป็นช่วงที่ปลาช่อนมีเนื้อหวานมันเป็นพิเศษ พอถึงช่วงปลายฤดูหนาวก็เริ่มเก็บฝักอ่อนมารับประทานกันอีกครั้ง สรรพคุณทางยา เปลือกนำมาต้ม คั้นน้ำแก้ท้องร่วง แก้บิด แก้มูกเลือด คุมธาตุ สรรพคุณทางยาของแคคือช่วยแก้ไข้ ลดไข้ นอกจากนี้ยังอุดมด้วยสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ แคจึงช่วยบำรุงสายตาและต้านมะเร็ง อีกทั้งช่วยเสริมสร้างกระดูก เพราะมีแคลเซียมฟอสฟอรัสสูง ยอดแคมีสารอาหารมากกว่าดอกแคเสียอีก เพราะยอดแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 87 แคลอรี มีเส้นใย 7.8 กรัม แคลเซียม 395 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 8,654 ไมโครกรัม วิตามินเอ 1,442 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.28 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.33 มิลลิกรัม ไนอาซีน 2.0 มิลลิกรัม วิตามิซี 19 มิลลิกรัม ดอกแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 33 แคลอรี แคลเซียม 2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 57 มิลลิกรัม เหล็ก 1.2 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 0.51 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.09 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.19 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 35 มิลลิกรัม ยอดอ่อนและใบอ่อนของแคขายกำละ 5 บาท เลือกใบสด ไม่ร่วง ดอกแคมักขายเป็นกองๆ ละ 5 บาทเช่นกัน ให้เลือกดอกตูมที่กำลังจะบาน ก่อนนำไปทำอาหารต้องดึงเอาเกสรออกก่อน จะทำให้มีรสขมน้อยลง สำหรับฝักอ่อนค่อนข้างหาซื้อยาก ต้องปลูกต้นแคไว้ที่บ้านเองจึงจะได้รับประทานกัน การประกอบอาหาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.einsurance.in.th/wp-content/uploads/2011/10/ดอกแค.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2517" title="ดอกแค" src="http://www.einsurance.in.th/wp-content/uploads/2011/10/ดอกแค.jpg" alt="" width="250" height="188" /></a>แค</strong> ชื่อสามัญ Vegetable Humming Bird , Cork Wood Tree เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แคบ้าน” อีกทั้งยังมีแคฝรั่ง ซึ่งเป็นไม้ดอกไม้ประดับ แคเป็นต้นไม้โบราณที่อยู่คู่ครัวของทุกท้องถิ่น แต่ละครัวมีวิธีการปรุงอาหารจากส่วนต่างๆ ของแคแตกต่างกันออกไป แต่อาหารที่รู้จักคุ้นเคยกันอย่างดีทุกครัวเรือน คือ<strong> “แกงส้มดอกแค”</strong></p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์ของแค คือ <em>Sesbania grandiflora </em>(L.) <em>Pers.</em> วงศ์ PaPilionaceae เป็นต้นไม้พื้นเมืองของ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ประเภทไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 3-10 เมตร โตเร็วทั้งในที่แห้งและชุ่มชื้น มักขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะ ตามหัวไร่ปลายนา และในบริเวณบ้าน</p>
<h4><strong>ลักษณะทั่วไป</strong></h4>
<p>แคเป็นต้นไม้พื้นบ้าน เป็นต้นไม้เนื้ออ่อน ปลูกได้ในทุกพื้นที่ ทั้งดินเหนียวและดินปนทราย นิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน คันนา ริมถนน และในบริเวณบ้าน หรือปลูกไว้เพื่อปรับพื้นที่ให้มีปุ๋ย เพราะใบแคที่ผุแล้ว ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ส่วนที่นำมารับประทานได้ มียอดอ่อน ดอกอ่อน ใบอ่อน และฝักอ่อน ออกในช่วงฤดูฝน ส่วนดอกอ่อนจะออกในช่วงฤดูหนาว ดอกแค 100 กรัม หรือ 1 ขีด ให้พลังงานต่อร่างกาย 10 กิโลแคลอรี มีเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี การรับประทานดอกแคจะทำให้ร่างกายได้เส้นใยอาหาร ดอกแค เมื่อแก่จนกลีบร่วง ก็จะมีฝักอ่อน นำมาทำอาหารได้ เมื่อแก่จะแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด เจริญเติบโตง่าย มีอายุไม่นาน ก็ยืนต้นตาย แพร่พันธุ์ด้วยฝักที่มีเมล็ดแก่จัด การนำดอกแคมาทำอาหารต้องเด็ดเกสรสีเหลืองของดอกแคออกก่อนจะทำให้ไม่มีรสขม แคเป็นต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขามาก มีเปลือกลำต้นขรุขระสีเทา ดอกคล้ายดอกถั่ว ยาว 6-10 ซม. มีทั้งดอกสีขาวและสีแดง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ กลีบเลี้ยงเป็นรูประฆังหรือถ้วย ผลเป็นฝักแบน</p>
<p>ส่วนของแคที่นำมารับประทานนับได้ตั้งแต่ยอดอ่อน ใบอ่อน รสหวาน มัน มีมากในช่วงฤดูฝน นิยมต้มสุกแล้วราดหัวกะทิ รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แคก็ออกดอกอ่อนที่มีรสหวานออกขมเล็กน้อยให้ลิ้มรสและทำเป็นแกงส้ม แต่ต้องเป็นดอกแคสีขาว เพราะไม่มีเส้นใยมากให้ระคายปากเหมือนดอกสีแดง แกงส้มดอกแคที่อร่อยต้องใส่ปลาช่อน เพราะช่วงที่ดอกแคออกดอกจะเป็นช่วงที่ปลาช่อนมีเนื้อหวานมันเป็นพิเศษ พอถึงช่วงปลายฤดูหนาวก็เริ่มเก็บฝักอ่อนมารับประทานกันอีกครั้ง</p>
<h4><strong>สรรพคุณทางยา</strong></h4>
<p><strong>เปลือก</strong>นำมาต้ม คั้นน้ำแก้ท้องร่วง แก้บิด แก้มูกเลือด คุมธาตุ สรรพคุณทางยาของแคคือช่วยแก้ไข้ ลดไข้ นอกจากนี้ยังอุดมด้วยสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ แคจึงช่วยบำรุงสายตาและต้านมะเร็ง อีกทั้งช่วยเสริมสร้างกระดูก เพราะมีแคลเซียมฟอสฟอรัสสูง</p>
<p><strong>ยอดแค</strong>มีสารอาหารมากกว่าดอกแคเสียอีก เพราะยอดแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 87 แคลอรี มีเส้นใย 7.8 กรัม แคลเซียม 395 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 8,654 ไมโครกรัม วิตามินเอ 1,442 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.28 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.33 มิลลิกรัม ไนอาซีน 2.0 มิลลิกรัม วิตามิซี 19 มิลลิกรัม</p>
<p><strong>ดอกแค</strong>ปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 33 แคลอรี แคลเซียม 2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 57 มิลลิกรัม เหล็ก 1.2 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 0.51 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.09 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.19 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 35 มิลลิกรัม</p>
<p><strong>ยอดอ่อนและใบอ่อน</strong>ของแคขายกำละ 5 บาท เลือกใบสด ไม่ร่วง ดอกแคมักขายเป็นกองๆ ละ 5 บาทเช่นกัน ให้เลือกดอกตูมที่กำลังจะบาน ก่อนนำไปทำอาหารต้องดึงเอาเกสรออกก่อน จะทำให้มีรสขมน้อยลง สำหรับฝักอ่อนค่อนข้างหาซื้อยาก ต้องปลูกต้นแคไว้ที่บ้านเองจึงจะได้รับประทานกัน<br />
<strong>การประกอบอาหาร</strong> แกงส้มดอกแคปลาดุก ดอกแคสอดไส้ แกงเหลืองปลากระพงดอกแค</p>
<p>ขอบคุณข้อมูล : vegetweb.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะระ</title>
		<link>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Oct 2011 13:38:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มะระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.einsurance.in.th/?p=2511</guid>
		<description><![CDATA[ก็อย่างที่โบราณเค้าว่ากันว่า หวานเป็นลมขมเป็นยา สิ่งที่น่าคิดก็คือ ทำไมของที่มีประโยชน์ส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติที่ไม่น่ารับประทาน ไม่อร่อยลิ้นเอาเสียเลย ก็อย่างเช่นเจ้ามะระนี่หล่ะค่ะ ที่มีรสชาติขมซะจนไม่อยากจะรับประทาน ภายใต้หน้าตาที่อัปลักษณ์ของมัน ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันมาปฏิวัติการกินเสียใหม่นะคะ ชาวเอเชียรู้จักกันดีถึงสรรพคุณของมะระ แต่ชาวฝั่งตะวันตกกลับกลัวที่จะกินมัน ทั้งที่ยังไม่รู้ประโยชน์ที่แสนจะอัศจรรย์ของมันแม้แต่น้อย เรามาดูประโยชน์ของมะระกันเลยดีกว่านะคะ อย่างแรกเลย คือ ความขมของมะระนั้นสามารถช่วยให้เราเจริญอาหาร เพราะสารขมที่อยู่ในมะระนั้นจะช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อย ออกมามากจึงทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น ซึ่งเราอาจจะนำมะระไปลวก หรือเผาไฟจิ้ม แล้วนำมาจิ้มกับน้ำพริกก็ได้นะคะ ต่อมา..ก็คือ คุณสมบัติในการการบำบัดและรักษาโรคเบาหวานระยะเริ่มต้นด้วยสารอาหารในมะระ ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มเบต้าเซลล์ในตับอ่อน โดยการกระตุ้นให้เกิดการสร้างอินซูลิน (ฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด) อีกทั้งมะระยังมีเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต สารอาหารจะผสมอยู่ในรูปของโปรตีน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคตับและโรคเบาหวานได้ มะระยังสามารถแก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ม้ามอักเสบได้ค่ะ โดยรับประทานมะระดิบเป็นประจำจะช่วยได้ค่ะ นอกจากนี้มะระยังมีคุณค่าทางอาหารมากมาย เพราะอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี วิตามินบี1 &#8211; บี3, เบต้าแคโรทีน, ไฟเบอร์, ธาตุเหล็ก, โพแทสเซียม, เป็นต้น เมนูอาหารจากมะระ ได้แก่ ต้มจืดมะระยัดไส้, มะระต้มจับฉ่าย, ผัดะมะระหมูสับ, มะระผัดกุ้ง, มะระผัดน้ำมันหอย เป็นต้น หากจะลดความขมของมะระต้องลวกหรือต้มนานๆ โดยคลุกเคล้ากับเกลือก่อนที่จะนำไปปรุง หรือต้มน้ำแล้วเทน้ำทิ้ง 1 ครั้ง ก่อนนำมารับประทาน จะช่วยให้กินมะระได้อย่างสบายใจ แถมท้ายอีกนิดนะค่ะ ด้วยข้อควรระวัง เราทานมะระที่ดิบๆ กันได้ แต่ห้ามรับประทานมะระที่มีผลสุกนะค่ะ เพราะอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียนได้ค่ะ เนื่องจากมีสารซาโปนินอยู่มากซึ่งสารนี้จะทำให้เป็นพิษต่อร่างกายค่ะ อีกอย่าง อย่าทานมะระมากจนเกินไปนะค่ะ เพราะจะทำให้ท้องเสีย เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ขอบคุณข้อมูล : kapook.com]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.einsurance.in.th/wp-content/uploads/2011/10/มะระ.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2512" title="มะระ" src="http://www.einsurance.in.th/wp-content/uploads/2011/10/มะระ.jpg" alt="" width="300" height="333" /></a></p>
<p><strong>ก็อย่างที่โบราณเค้าว่ากันว่า หวานเป็นลมขมเป็นยา สิ่งที่น่าคิดก็คือ ทำไมของที่มีประโยชน์ส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติที่ไม่น่ารับประทาน ไม่อร่อยลิ้นเอาเสียเลย ก็อย่างเช่นเจ้ามะระนี่หล่ะค่ะ ที่มีรสชาติขมซะจนไม่อยากจะรับประทาน ภายใต้หน้าตาที่อัปลักษณ์ของมัน ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันมาปฏิวัติการกินเสียใหม่นะคะ</strong> ชาวเอเชียรู้จักกันดีถึงสรรพคุณของมะระ แต่ชาวฝั่งตะวันตกกลับกลัวที่จะกินมัน ทั้งที่ยังไม่รู้ประโยชน์ที่แสนจะอัศจรรย์ของมันแม้แต่น้อย เรามาดูประโยชน์ของมะระกันเลยดีกว่านะคะ</p>
<p><strong> อย่างแรกเลย คือ ความขมของมะระนั้นสามารถช่วยให้เราเจริญอาหาร</strong> เพราะสารขมที่อยู่ในมะระนั้นจะช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อย ออกมามากจึงทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น ซึ่งเราอาจจะนำมะระไปลวก หรือเผาไฟจิ้ม แล้วนำมาจิ้มกับน้ำพริกก็ได้นะคะ</p>
<p><strong> ต่อมา..ก็คือ คุณสมบัติในการการบำบัดและรักษาโรคเบาหวานระยะเริ่มต้นด้วยสารอาหารในมะระ</strong> ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มเบต้าเซลล์ในตับอ่อน โดยการกระตุ้นให้เกิดการสร้างอินซูลิน (ฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด) อีกทั้งมะระยังมีเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต สารอาหารจะผสมอยู่ในรูปของโปรตีน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคตับและโรคเบาหวานได้ มะระยังสามารถแก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ม้ามอักเสบได้ค่ะ โดยรับประทานมะระดิบเป็นประจำจะช่วยได้ค่ะ</p>
<p><strong>นอกจากนี้มะระยังมีคุณค่าทางอาหารมากมาย</strong> เพราะอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี วิตามินบี1 &#8211; บี3, เบต้าแคโรทีน, ไฟเบอร์, ธาตุเหล็ก, โพแทสเซียม, เป็นต้น</p>
<p>เมนูอาหารจากมะระ ได้แก่ ต้มจืดมะระยัดไส้, มะระต้มจับฉ่าย, ผัดะมะระหมูสับ, มะระผัดกุ้ง, มะระผัดน้ำมันหอย เป็นต้น หากจะลดความขมของมะระต้องลวกหรือต้มนานๆ โดยคลุกเคล้ากับเกลือก่อนที่จะนำไปปรุง หรือต้มน้ำแล้วเทน้ำทิ้ง 1 ครั้ง ก่อนนำมารับประทาน จะช่วยให้กินมะระได้อย่างสบายใจ</p>
<p><strong>แถมท้ายอีกนิดนะค่ะ ด้วยข้อควรระวัง เราทานมะระที่ดิบๆ กันได้ แต่ห้ามรับประทานมะระที่มีผลสุกนะค่ะ เพราะอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียนได้ค่ะ เนื่องจากมีสารซาโปนินอยู่มากซึ่งสารนี้จะทำให้เป็นพิษต่อร่างกายค่ะ อีกอย่าง อย่าทานมะระมากจนเกินไปนะค่ะ เพราะจะทำให้ท้องเสีย เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบาย</strong></p>
<p><strong>ขอบคุณข้อมูล : kapook.com</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เบลล์พัลซี่</title>
		<link>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Oct 2011 06:37:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประกันสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เบลล์พัลซี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.einsurance.in.th/?p=2526</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้เห็นดาราหลาย ๆ คนมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคนี้กันบ่อย เริ่มจากโอ อนุชิต,พลอย เฌอมาลย์ และล่าสุดโหน่ง ชะชะช่า ก็มีอาการลักษณะนี้เช่นกัน เลยลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มาบอกต่อ ๆ กันค่ะ ว่ามันมีอันตราย หรือมีวิธีป้องกันอย่างไร บางคนอยู่ๆ นอนตื่นขึ้นมา อาจสังเกตว่ามีอาการ ปากเบี้ยว ปิดตาและยักคิ้วข้างหนึ่งไม่ได้ อาการเหล่านี้มักมีสาเหตุจากโรคอัมพาต เบลล์ อาการที่เกิดขึ้นถึงแม้จะดูน่าตกใจกลัว แต่จริงๆ แล้วเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และหายได้สนิทเป็นส่วนใหญ่ ชื่อภาษาไทย อัมพาตเบลล์, เบลล์พัลซี, อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก, โรคปากเบี้ยว ชื่อภาษาอังกฤษ Bell&#8217;s palsy*, Idiopathic facial palsy สาเหตุเกิดจาก เส้นประสาทสมองเส้นที่ ๗ ที่เรียกว่า &#8220;เส้นประสาทใบหน้า&#8221; (facial nerve) ซึ่งมาเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าไม่ทำงานชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าครึ่งซีกนั้นเป็นอัมพาต ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากมีการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเชื้อเริมชนิดที่ ๑ (HSV-1) ของเส้นประสาทดังกล่าว ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบและสูญเสียหน้าที่ชั่วคราว อาการ มักเกิดขึ้นฉับพลัน โดยผู้ป่วยอยู่ดีๆ (เช่น นอนตื่นขึ้นมา) ก็สังเกตเห็นปากเบี้ยวข้างหนึ่ง กลืนน้ำหรือบ้วนปากจะมีน้ำไหลออกที่มุมปาก เวลายิงฟันหรือยิ้ม จะเห็นมุมปากข้างนั้นตก ตาข้างเดียวกันนั้นจะปิดไม่มิด คิ้วข้างเดียวกันนั้นยักไม่ได้ ลิ้นซีกเดียวกันจะชาและรับรสไม่ได้ หูข้างเดียวกันอาจมีอาการปวดและอื้อ แต่ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี แขนขามีแรงดีและทำงานได้ตามปกติทุกอย่าง และถ้าอยู่เฉยๆ (ไม่พูดไม่ยิ้ม ไม่หลับตาหรือยักคิ้ว) ก็จะดูไม่ออกว่ามีความผิดปกติ บางรายก่อนมีอาการอัมพาตปากเบี้ยว ๒-๓ วัน อาจมีอาการปวดบริเวณหน้าหรือหลังใบหูข้างที่ เป็นอัมพาต การแยกโรค โรคนี้ควรแยกออกจากสาเหตุอื่นๆ เช่น อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก (facial palsy) ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือการผ่าตัดถูกเส้นประสาทใบหน้า หรือเกิดจากมีการอักเสบของบริเวณหูแล้วลุกลามถูกเส้นประสาทดังกล่าว หรือเกิดจากโรคงูสวัดหรือโรคเรื้อนที่ขึ้นบริเวณใบหน้าแล้วทำให้เส้นประสาทใบหน้าเกิดการอักเสบ หรือเกิดจากเป็นเนื้องอก ในบริเวณหูหรือใบหน้าซึ่งกระทบกระเทือนถูกเส้นประสาทดังกล่าว สาเหตุเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการอัมพาตของใบหน้าครึ่งซีกแบบเดียวกับโรคอัมพาตเบลล์ ต่างกันเพียงแต่อัมพาตเบลล์จะเกิดขึ้นฉับพลันโดยไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ส่วนวิธีการรักษาก็แตกต่างกันไป ตามแต่สาเหตุที่พบ โรคอัมพาตครึ่งซีก (hemi-plegia) หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วย จะมีอาการแขนขาซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรง และบางรายอาจพบว่ามีอาการปากเบี้ยวร่วมด้วย แต่ต่างจากอัมพาตเบลล์ ที่ยังหลับตาและยักคิ้วได้ ส่วนอัมพาตเบลล์จะมีแขนขา ๒ ข้าง แข็งแรงเป็นปกติดี -การวินิจฉัย แพทย์มักจะวินิจฉัยจากลักษณะ อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าเพียงซีกใดซีกหนึ่ง และแขนขา ๒ ข้างแข็งแรงดี โดยตรวจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ไม่มีประวัติการบาดเจ็บ การผ่าตัด ไม่เป็นงูสวัด หรือโรคเรื้อน หรือเนื้องอกที่บริเวณใบหน้า เป็นต้น ในรายที่แยกแยะสาเหตุไม่ได้แน่ชัด อาจทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด เอกซเรย์ ถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) เป็นต้น การดูแลตนเอง เมื่อสงสัยมีอาการอัมพาตของใบหน้า ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัย ที่แน่ชัด ถ้าพบว่าเป็นอัมพาตเบลล์ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้อง เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล และควรปฏิบัติตัวดังนี้ ใช้ยารักษาตามคำแนะนำของแพทย์ ติดตามการรักษากับแพทย์ตามนัดอย่าได้ขาด ทำการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า ด้วยการทำท่าแยกเขี้ยวยิงฟัน และใช้มือยกมุมปากข้างที่เป็น อัมพาตขึ้นตามไปด้วย ทำวันละ ๒-๓ ครั้ง ครั้งละ ๕-๑๐ นาที สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ และไม่ต้องกังวลว่าจะแพร่โรคในคนข้างเคียง เพราะไม่ใช่โรคติดต่อ ส่องกระจกดูอาการเปลี่ยน แปลงทุกวัน มักจะพบว่ากล้ามเนื้อใบหน้าตอนบนจะเริ่มฟื้นตัวได้ก่อน โดยจะสังเกตว่า สามารถยักคิ้ว และปิดตาได้ก่อนที่จะหายปากเบี้ยว ดังนั้น ลองยักคิ้วและหลับตาดูทุกวัน ถ้าพบว่าเริ่มทำได้ ก็แสดงว่ามีโอกาสหายได้ในเร็ววัน การรักษา แพทย์จะให้การรักษาดังนี้ ให้กินยาลดการอักเสบ ได้แก่ เพร็ดนิโซ-โลน นานประมาณ ๑๐ วัน ยานี้ถ้าให้ตั้งแต่ภายใน ๔ วันแรก จะช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทใบหน้า ทำให้อาการกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตฟื้นตัวได้เร็ว ถ้าให้ช้ากว่านั้น อาจได้ผลไม่แน่นอน เนื่องจากยานี้มีข้อควรระวังในการใช้ และอาจมีผลข้างเคียงร้ายแรงหากใช้ไม่ถูกต้อง จึงควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่งใช้ตามความเหมาะสม ไม่ควรซื้อใช้เอง ใช้ยาป้ายตาที่เข้ายาปฏิชีวนะ ใส่ตาข้างที่ปิดไม่มิด วันละ ๒-๓ ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตา ได้รับการระคายเคืองจนเกิดการอักเสบ หรือจะ ใส่แว่นกันแดด หรือใช้ผ้าสะอาดปิดตาข้างนั้นไว้ ก็ได้ ในรายที่เป็นมาก อาจต้องให้การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่น ใช้ไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อ ที่เป็นอัมพาต แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาติดตามการรักษาเป็นระยะๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าหายดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.einsurance.in.th/wp-content/uploads/2011/10/เบลล์พัลซี่.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-2530" title="เบลล์พัลซี่" src="http://www.einsurance.in.th/wp-content/uploads/2011/10/เบลล์พัลซี่-300x180.jpg" alt="" width="300" height="180" /></a></p>
<p><strong>ช่วงนี้เห็นดาราหลาย ๆ คน</strong>มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคนี้กันบ่อย เริ่มจากโอ อนุชิต,พลอย เฌอมาลย์ และล่าสุดโหน่ง ชะชะช่า ก็มีอาการลักษณะนี้เช่นกัน เลยลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มาบอกต่อ ๆ กันค่ะ ว่ามันมีอันตราย หรือมีวิธีป้องกันอย่างไร</p>
<p>บางคนอยู่ๆ นอนตื่นขึ้นมา อาจสังเกตว่ามีอาการ ปากเบี้ยว ปิดตาและยักคิ้วข้างหนึ่งไม่ได้ อาการเหล่านี้มักมีสาเหตุจาก<strong>โรคอัมพาต เบลล์ </strong>อาการที่เกิดขึ้นถึงแม้จะดูน่าตกใจกลัว แต่จริงๆ แล้วเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และหายได้สนิทเป็นส่วนใหญ่</p>
<p><strong>ชื่อภาษาไทย </strong>อัมพาตเบลล์, เบลล์พัลซี, อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก, โรคปากเบี้ยว</p>
<p><strong>ชื่อภาษาอังกฤษ</strong> Bell&#8217;s palsy*, Idiopathic facial palsy</p>
<p><strong>สาเหตุเกิดจาก </strong>เส้นประสาทสมองเส้นที่ ๗ ที่เรียกว่า<strong> &#8220;เส้นประสาทใบหน้า&#8221; (facial nerve)</strong> ซึ่งมาเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าไม่ทำงานชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าครึ่งซีกนั้นเป็นอัมพาต ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากมีการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเชื้อเริมชนิดที่ ๑ (HSV-1) ของเส้นประสาทดังกล่าว ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบและสูญเสียหน้าที่ชั่วคราว</p>
<p><strong>อาการ </strong>มักเกิดขึ้นฉับพลัน โดยผู้ป่วยอยู่ดีๆ (เช่น นอนตื่นขึ้นมา) ก็สังเกตเห็นปากเบี้ยวข้างหนึ่ง กลืนน้ำหรือบ้วนปากจะมีน้ำไหลออกที่มุมปาก เวลายิงฟันหรือยิ้ม จะเห็นมุมปากข้างนั้นตก ตาข้างเดียวกันนั้นจะปิดไม่มิด คิ้วข้างเดียวกันนั้นยักไม่ได้ ลิ้นซีกเดียวกันจะชาและรับรสไม่ได้ หูข้างเดียวกันอาจมีอาการปวดและอื้อ แต่ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี แขนขามีแรงดีและทำงานได้ตามปกติทุกอย่าง และถ้าอยู่เฉยๆ (ไม่พูดไม่ยิ้ม ไม่หลับตาหรือยักคิ้ว) ก็จะดูไม่ออกว่ามีความผิดปกติ บางรายก่อนมีอาการอัมพาตปากเบี้ยว ๒-๓ วัน อาจมีอาการปวดบริเวณหน้าหรือหลังใบหูข้างที่ เป็นอัมพาต</p>
<p><strong>การแยกโรค </strong>โรคนี้ควรแยกออกจากสาเหตุอื่นๆ เช่น</p>
<ol>
<li><strong>อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก (facial palsy)</strong> ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือการผ่าตัดถูกเส้นประสาทใบหน้า หรือเกิดจากมีการอักเสบของบริเวณหูแล้วลุกลามถูกเส้นประสาทดังกล่าว หรือเกิดจากโรคงูสวัดหรือโรคเรื้อนที่ขึ้นบริเวณใบหน้าแล้วทำให้เส้นประสาทใบหน้าเกิดการอักเสบ หรือเกิดจากเป็นเนื้องอก ในบริเวณหูหรือใบหน้าซึ่งกระทบกระเทือนถูกเส้นประสาทดังกล่าว สาเหตุเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการอัมพาตของใบหน้าครึ่งซีกแบบเดียวกับโรคอัมพาตเบลล์ ต่างกันเพียงแต่อัมพาตเบลล์จะเกิดขึ้นฉับพลันโดยไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ส่วนวิธีการรักษาก็แตกต่างกันไป ตามแต่สาเหตุที่พบ</li>
<li><strong>โรคอัมพาตครึ่งซีก (hemi-plegia)</strong> หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วย จะมีอาการแขนขาซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรง และบางรายอาจพบว่ามีอาการปากเบี้ยวร่วมด้วย แต่ต่างจากอัมพาตเบลล์ ที่ยังหลับตาและยักคิ้วได้ ส่วนอัมพาตเบลล์จะมีแขนขา ๒ ข้าง แข็งแรงเป็นปกติดี -การวินิจฉัย แพทย์มักจะวินิจฉัยจากลักษณะ อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าเพียงซีกใดซีกหนึ่ง และแขนขา ๒ ข้างแข็งแรงดี โดยตรวจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ไม่มีประวัติการบาดเจ็บ การผ่าตัด ไม่เป็นงูสวัด หรือโรคเรื้อน หรือเนื้องอกที่บริเวณใบหน้า เป็นต้น ในรายที่แยกแยะสาเหตุไม่ได้แน่ชัด อาจทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด เอกซเรย์ ถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) เป็นต้น</li>
</ol>
<p><strong>การดูแลตนเอง</strong> เมื่อสงสัยมีอาการอัมพาตของใบหน้า ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัย ที่แน่ชัด ถ้าพบว่าเป็นอัมพาตเบลล์ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้อง เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล และควรปฏิบัติตัวดังนี้</p>
<ol>
<li>ใช้ยารักษาตามคำแนะนำของแพทย์</li>
<li>ติดตามการรักษากับแพทย์ตามนัดอย่าได้ขาด</li>
<li>ทำการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า ด้วยการทำท่าแยกเขี้ยวยิงฟัน และใช้มือยกมุมปากข้างที่เป็น อัมพาตขึ้นตามไปด้วย ทำวันละ ๒-๓ ครั้ง ครั้งละ ๕-๑๐ นาที</li>
<li>สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ และไม่ต้องกังวลว่าจะแพร่โรคในคนข้างเคียง เพราะไม่ใช่โรคติดต่อ</li>
<li>ส่องกระจกดูอาการเปลี่ยน แปลงทุกวัน มักจะพบว่ากล้ามเนื้อใบหน้าตอนบนจะเริ่มฟื้นตัวได้ก่อน โดยจะสังเกตว่า สามารถยักคิ้ว และปิดตาได้ก่อนที่จะหายปากเบี้ยว ดังนั้น ลองยักคิ้วและหลับตาดูทุกวัน ถ้าพบว่าเริ่มทำได้ ก็แสดงว่ามีโอกาสหายได้ในเร็ววัน</li>
</ol>
<p><strong>การรักษา </strong>แพทย์จะให้การรักษาดังนี้</p>
<ol>
<li>ให้กินยาลดการอักเสบ ได้แก่ เพร็ดนิโซ-โลน นานประมาณ ๑๐ วัน ยานี้ถ้าให้ตั้งแต่ภายใน ๔ วันแรก จะช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทใบหน้า ทำให้อาการกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตฟื้นตัวได้เร็ว ถ้าให้ช้ากว่านั้น อาจได้ผลไม่แน่นอน เนื่องจากยานี้มีข้อควรระวังในการใช้ และอาจมีผลข้างเคียงร้ายแรงหากใช้ไม่ถูกต้อง จึงควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่งใช้ตามความเหมาะสม ไม่ควรซื้อใช้เอง</li>
<li>ใช้ยาป้ายตาที่เข้ายาปฏิชีวนะ ใส่ตาข้างที่ปิดไม่มิด วันละ ๒-๓ ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตา ได้รับการระคายเคืองจนเกิดการอักเสบ หรือจะ ใส่แว่นกันแดด หรือใช้ผ้าสะอาดปิดตาข้างนั้นไว้ ก็ได้</li>
<li>ในรายที่เป็นมาก อาจต้องให้การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่น ใช้ไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อ ที่เป็นอัมพาต</li>
<li>แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาติดตามการรักษาเป็นระยะๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าหายดี โดยทั่วไปมักจะใช้เวลา ๑-๓ สัปดาห์</li>
</ol>
<p><strong>ภาวะแทรกซ้อน</strong> มักจะไม่มีอาการแทรกซ้อนร้ายแรง ที่อาจพบได้คือ ตาอักเสบเนื่องจากปิดตาไม่มิด อาจมีฝุ่นหรือแมลงเข้าไประคายเคือง บางรายอาจมีอาการปากเบี้ยวอย่างถาวร</p>
<p><strong>การดำเนินโรค</strong> โรคนี้ร้อยละ ๘๐-๘๕ จะมีอาการดีขึ้นได้ภายใน ๑-๓ สัปดาห์ และจะหายได้สนิทภายใน ๓-๖ เดือน ถึงแม้ไม่ได้ใช้ยารักษา ก็มักจะหายได้เองตามธรรมชาติ (เมื่อการอักเสบของเส้นประสาทใบหน้าจากเชื้อไวรัสทุเลาไปเอง) แต่การใช้ยาลดการอักเสบอาจช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น มีเพียงส่วนน้อยประมาณร้อยละ ๑๕ ที่อาจใช้เวลาในการฟื้นตัว บางรายอาจกินเวลาตั้งแต่ ๒ เดือนถึง ๒ ปี อายุยิ่งมากยิ่งหายช้า ส่วนมากจะหายได้สนิท ส่วนน้อยที่อาจมีร่องรอย (ปากเบี้ยว) ให้เห็นอยู่บ้าง ถ้าจำเป็นอาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด บางรายอาจมีอาการกำเริบซ้ำได้อีก</p>
<p><strong>การป้องกัน </strong>ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล แต่เมื่อมีอาการเกิดขึ้น ควรรีบไปให้แพทย์ทำการรักษา เพื่อช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว และลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น</p>
<p><strong>ความชุก</strong> โรคนี้พบได้พอประมาณในคนทั่วไป (ในสหรัฐอเมริการพบประมาณปีละ ๔๐,๐๐๐ ราย) พบมากในคนอายุ ๒๐-๕๐ ปี ชายกับหญิงมีโอกาสเป็นพอๆ กัน ผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคน ทั่วไปประมาณ ๔ เท่า หญิงตั้งครรภ์ในระยะไตรมาส ท้าย (อายุครรภ์ ๗-๙ เดือน) มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็น โรคนี้มากขึ้น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เช่น ผู้ป่วยเอดส์) ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ และการกำเริบของโรคซ้ำ โรคนี้อาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ความดันเลือดสูง หูชั้นกลางอักเสบ เรื้อรัง เป็นต้น</p>
<p><strong>ขอบคุณข้อมูล</strong> : นิตยสารหมอชาวบ้าน,รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ</p>
<p>อย่าลืมนะครับ การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คนทั่วไปส่วนใหญ่หากมีการอธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่ขอเป็นอันดับต้น ๆ น่าจะได้แก่การขอให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่อย่างว่าครับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย คนเราหลีกหนีไม่พ้นครับ แต่ถ้าให้ดีเตรียมการไว้รองรับกับปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บไว้ก่อนดีกว่าครับ</p>
<p><strong>หากต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเบี้ยประกันคุ้มครองสุขภาพ กรุณากรอกข้อมูลด้านล่าง</strong></p>
[contact-form]
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เห็ดหอม</title>
		<link>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Oct 2011 13:29:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหอม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.einsurance.in.th/?p=2506</guid>
		<description><![CDATA[เห็ดหอม จัดเป็นเห็ดราคาแพงโดยเฉพาะเห็ดหอมแห้งจะมีหลายเกรดเลยทีเดียวค่ะ แต่วันนี้เราจะมาพูดถึง สรรพคุณของเห็ดหอม และ ประโยชน์ของเห็ดหอม ค่ะ เห็นหอมนั้นจะมีสองแบบคือ เห็ดหอมแห้ง กับ เห็ดหอมสด ค่ะ เห็ดหอมแห้งก็คือเห็ดหอมที่นำมาตากแห้งสามารถเก็บไว้ได้นานก่อนนำมารับประทานหรือปรุงอาหารต้องแช่น้ำก่อนจะเหมือนเห็นหอมสดเลยค่ะ ส่วนเห็ดหอมสดก็คือเห็ดหอมที่ไม่ผ่านการตากแห้งแต่สามารถนำมาปรุงอาหารโดยไม่ต้องแช่น้ำค่ะ แต่เอ๊&#8230;อย่าเข้าใจผิดว่าไม่ล้างน้ำนะค่ะ และเห็นหอมยังมีคุณค่าทางอาหารที่มากและยังมี สรรพคุณของเห็ดหอม และ ประโยชน์ของเห็ดหอม ที่จัดว่าเป็นสมุนไพรอีกด้วยนะค่ะ นั้นเรามาดู สรรพคุณของเห็ดหอม และ ประโยชน์ของเห็ดหอม กันเลยดีกว่าค่ะ &#160; สรรพคุณของเห็ดหอม คนจีนใช้เห็ดหอมเป็นอายุวัฒนะรักษาหวัดทำให้เลือดลมดี แก้โรคหัวใจ ป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย ต้านพิษงู ป้องกันโรคเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคมะเร็ง โรคร้ายจากเชื้อไวรัส เห็ดหอมมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลได้ดี มีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอก ประโยชน์ของเห็ดหอม บำรุงสมอง เพิ่มความสดชื่น คึกคัก ลดคอเลสเตอรอล ช่วยในระบบย่อยอาหาร ป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งตัว ต้านมะเร็ง รักษาหอบหืด ลดความเครียด ต้านไวรัส บำรุงระบบประสาท ช่วยให้หลับง่าย บำรุงปอด บำรุงหลอดลม ชะลอความชรา ฯลฯ ควรบำรุงสุขภาพด้วยการนำเห็ดหอมมาปรุงอาหารทุก ๆ สัปดาห์เป็นประจำ โดยนำมาปรุงเป็นอาหารจานผัด ๆ ต้ม ๆ แต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากจนเกินไป คุณค่าทางอาหารของเห็ดหอม เห็ดหอมสด 100 กรัม ให้พลังงาน 387 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 67.5 กรัม โปรตีน 17.5 กรัม ไขมัน 8.0 กรัม เส้นใย 8.0 กรัม วิตามินบี1 1.8 มิลลิกรัม วิตามินบี2 4.9 มิลลิกรัม ไนอะซิน 4.9 มิลลิกรัม แคลเซียม 98 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 476 มิลลิกรัม เหล็ก 8.5 มิลลิกรัม เห็ดหอมแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 375 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 82.3 กรัม โปรตีน 10.3 กรัม ไขมัน 1.9 กรัม เส้นใย 6.5 กรัม วิตามินบี1 0.4 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.9 มิลลิกรัม ไนอะซิน 11.9 มิลลิกรัม แคลเซียม 12 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 171 มิลลิกรัม เหล็ก 4.0 มิลลิกรัม ขอบคุณข้อมูล bloggang,รูปภาพจากอินเตอร์เน็ต]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1><a href="http://www.einsurance.in.th/wp-content/uploads/2011/10/เห็ดหอม.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2508" title="เห็ดหอม เห็ดมหัศจรรย์" src="http://www.einsurance.in.th/wp-content/uploads/2011/10/เห็ดหอม.jpg" alt="" width="250" height="239" /></a></h1>
<p><strong>เห็ดหอม </strong>จัดเป็นเห็ดราคาแพงโดยเฉพาะเห็ดหอมแห้งจะมีหลายเกรดเลยทีเดียวค่ะ แต่วันนี้เราจะมาพูดถึง สรรพคุณของเห็ดหอม และ <strong>ประโยชน์ของเห็ดหอม</strong> ค่ะ เห็นหอมนั้นจะมีสองแบบคือ เห็ดหอมแห้ง กับ เห็ดหอมสด ค่ะ เห็ดหอมแห้งก็คือเห็ดหอมที่นำมาตากแห้งสามารถเก็บไว้ได้นานก่อนนำมารับประทานหรือปรุงอาหารต้องแช่น้ำก่อนจะเหมือนเห็นหอมสดเลยค่ะ ส่วนเห็ดหอมสดก็คือเห็ดหอมที่ไม่ผ่านการตากแห้งแต่สามารถนำมาปรุงอาหารโดยไม่ต้องแช่น้ำค่ะ แต่เอ๊&#8230;อย่าเข้าใจผิดว่าไม่ล้างน้ำนะค่ะ และเห็นหอมยังมีคุณค่าทางอาหารที่มากและยังมี สรรพคุณของเห็ดหอม และ ประโยชน์ของเห็ดหอม ที่จัดว่าเป็นสมุนไพรอีกด้วยนะค่ะ นั้นเรามาดู สรรพคุณของเห็ดหอม และ ประโยชน์ของเห็ดหอม กันเลยดีกว่าค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><span style="font-size: 13px; font-weight: normal;"><strong>สรรพคุณของเห็ดหอม</strong></span></h2>
<p>คนจีนใช้เห็ดหอมเป็นอายุวัฒนะรักษาหวัดทำให้เลือดลมดี แก้โรคหัวใจ ป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย ต้านพิษงู ป้องกันโรคเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคมะเร็ง โรคร้ายจากเชื้อไวรัส เห็ดหอมมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลได้ดี มีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอก</p>
<p><strong>ประโยชน์ของเห็ดหอม</strong></p>
<p>บำรุงสมอง เพิ่มความสดชื่น คึกคัก ลดคอเลสเตอรอล ช่วยในระบบย่อยอาหาร ป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งตัว ต้านมะเร็ง รักษาหอบหืด ลดความเครียด ต้านไวรัส บำรุงระบบประสาท ช่วยให้หลับง่าย บำรุงปอด บำรุงหลอดลม ชะลอความชรา ฯลฯ ควรบำรุงสุขภาพด้วยการนำเห็ดหอมมาปรุงอาหารทุก ๆ สัปดาห์เป็นประจำ โดยนำมาปรุงเป็นอาหารจานผัด ๆ ต้ม ๆ แต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากจนเกินไป</p>
<p><strong>คุณค่าทางอาหารของเห็ดหอม</strong></p>
<ul>
<li>เห็ดหอมสด 100 กรัม ให้พลังงาน 387 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 67.5 กรัม โปรตีน 17.5 กรัม ไขมัน 8.0 กรัม เส้นใย 8.0 กรัม วิตามินบี1 1.8 มิลลิกรัม วิตามินบี2 4.9 มิลลิกรัม ไนอะซิน 4.9 มิลลิกรัม แคลเซียม 98 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 476 มิลลิกรัม เหล็ก 8.5 มิลลิกรัม</li>
<li>เห็ดหอมแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 375 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 82.3 กรัม โปรตีน 10.3 กรัม ไขมัน 1.9 กรัม เส้นใย 6.5 กรัม วิตามินบี1 0.4 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.9 มิลลิกรัม ไนอะซิน 11.9 มิลลิกรัม แคลเซียม 12 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 171 มิลลิกรัม เหล็ก 4.0 มิลลิกรัม</li>
</ul>
<p><strong>ขอบคุณข้อมูล</strong> bloggang,รูปภาพจากอินเตอร์เน็ต</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.einsurance.in.th/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

Served from: www.einsurance.in.th @ 2012-05-20 08:48:39 -->
